KNOWLEDGE HUB

คลังความรู้การเงิน

อ่านฟรีทุกวัน เพื่ออนาคตทางการเงินที่สดใสของคุณค่ะ 💕

🌟 ทั้งหมด เทคนิคการออม
สร้างเกราะป้องกัน - เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเริ่มลงทุน
เทคนิคการออม
10 Apr 2026 บทความ
สร้างเกราะป้องกัน - เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเริ่มลงทุน

หลายคนใจร้อน พอมีเงินเก็บปุ๊บก็อยากจะเอาไปลงทุนซื้อหุ้น ซื้อกองทุนให้เงินงอกเงยทันที แต่รู้ไหมคะว่าการทำแบบนั้นโดยไม่มีเงินสำรองไว้เลย เปรียบเหมือนการสร้างบ้านที่ไม่มีเสาเข็มค่ะ เวลาเกิดพายุพัดมา บ้านก็พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ เงินสำรองฉุกเฉิน คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ? เงินสำรองฉุกเฉิน เปรียบเสมือน "ถุงลมนิรภัย" (Airbag) ทางการเงินของเราค่ะ มันคือเงินก้อนที่เราเตรียมไว้ใช้จ่ายเฉพาะในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจริงๆ เท่านั้น เช่น: ตกงานกะทันหัน หรือถูกลดเงินเดือน เจ็บป่วยหนัก ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน เกิดอุบัติเหตุ หรือต้องซ่อมรถคันเก่งที่ใช้งานมานานแล้วจู่ๆ อะไหล่ก็งอแงขึ้นมา บ้านหรือคอนโดต้องซ่อมแซมด่วน (เช่น ท่อน้ำแตก หลังคารั่ว) ถ้าเรามีเงินก้อนนี้เตรียมพร้อมไว้ เวลาเกิดปัญหา เราก็ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องวิ่งไปกดบัตรกดเงินสดให้เสียดอกเบี้ยแพงๆ หรือไม่ต้องจำใจขายหุ้นที่กำลังติดลบออกมาเพื่อเอาเงินสดไปหมุนค่ะ ต้องมีเงินสำรองเท่าไหร่ถึงจะพอ? สูตรมาตรฐานที่นักวางแผนการเงินแนะนำคือ ควรมีอย่างน้อย 3 - 6 เท่า ของ "ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน" (เน้นว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นนะคะ ไม่ใช่รายได้) ลองมาคำนวณกันดูค่ะ: สมมติว่าจากกฎ 50/30/20 เราได้คำนวณแล้วว่ามีค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ) อยู่ที่เดือนละ 15,000 บาท เป้าหมายขั้นต่ำ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป): 15,000 x 3 เดือน = 45,000 บาท เป้าหมายอุ่นใจ (สำหรับฟรีแลนซ์ หรือช่วงเศรษฐกิจไม่ดี): 15,000 x 6 เดือน = 90,000 บาท เห็นตัวเลขหลักหมื่นหลักแสนแล้วอย่าเพิ่งท้อนะคะ! ให้ซอยเป้าหมายเป็นสเต็ปเล็กๆ เริ่มจากเก็บให้ได้เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 เดือนก่อน พอทำได้เราจะมีกำลังใจก้าวไปสู่เดือนที่ 2 และ 3 เองค่ะ เก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่ไหนดี? กฎเหล็กของเงินสำรองฉุกเฉินคือ 1. สภาพคล่องสูง (ถอนง่ายใช้ได้ทันที) และ 2. เงินต้นต้องไม่หาย ดังนั้น ห้ามเอาไปซื้อหุ้นหรือกองทุนที่มีความเสี่ยงเด็ดขาดค่ะ! ที่อยู่ที่ดีที่สุดของเงินก้อนนี้คือ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล (Digital Savings) ค่ะ เพราะนอกจากจะถอนง่ายผ่านแอปพลิเคชันแล้ว ปัจจุบันหลายธนาคารยังให้ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์แบบมีสมุดคู่ฝากทั่วไปค่อนข้างมากด้วย (บางที่ให้ดอกเบี้ยถึง 1.5% - 2% ต่อปีเลยทีเดียว) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องแยกบัญชีนี้ต่างหาก ห้ามเอาไปปนกับบัญชีที่ใช้จ่ายรับโอนในชีวิตประจำวันนะคะ ไม่อย่างนั้นเผลอกดมาใช้ช้อปปิ้งหมดแน่นอนค่ะ การสร้างเงินสำรองฉุกเฉินอาจจะดูไม่หวือหวา ไม่ตื่นเต้นเหมือนการเอาเงินไปลงทุนให้ได้กำไรเยอะๆ แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ในวันที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิต เงินก้อนนี้แหละที่จะช่วยโอบกอดและทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้แบบเจ็บตัวน้อยที่สุด

อ่านต่อ
อุดรอยรั่วทางการเงิน - บอกลา 'Latte Factor' รายจ่ายเล็กๆ ที่ทำให้เงินหายวับ
เทคนิคการออม
30 Mar 2026 บทความ
อุดรอยรั่วทางการเงิน - บอกลา 'Latte Factor' รายจ่ายเล็กๆ ที่ทำให้เงินหายวับ

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาสวมวิญญาณนักสืบ ค้นหากระเป๋าเงินที่รั่วซึมของเรากันค่ะ หลายคนมักจะบ่นว่า "ก็เงินเดือนแค่นี้ จะเอาที่ไหนไปเก็บล่ะ?" แต่เชื่อไหมคะว่า พอเราลองมากางค่าใช้จ่ายดูจริงๆ เรามักจะพบ "รอยรั่วเล็กๆ" ที่แอบดูดเงินเราไปทุกวันโดยที่เราแทบไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ สิ่งนี้ในทางทฤษฎีการเงินเรียกว่า "Latte Factor" ค่ะ Latte Factor หรือ "ทฤษฎีลาเต้" ถูกพูดถึงครั้งแรกโดยคุณ David Bach นักเขียนหนังสือการเงินชื่อดังค่ะ มันเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อกาแฟลาเต้แก้วละร้อยกว่าบาททุกเช้า ซึ่งถ้ามองแค่รายวัน มันดูเป็นเงินนิดเดียวใช่ไหมคะ? แต่ถ้าเราเอามารวมกันเป็นเดือน เป็นปี ตัวเลขที่ออกมาอาจจะทำให้เราตกใจจนตาโตเลยก็ได้ค่ะ! และ Latte Factor ก็ไม่ได้หมายถึงแค่ค่ากาแฟนะคะ แต่มันรวมถึง "รายจ่ายแฝง" ทุกอย่างที่เราจ่ายไปตามความเคยชิน ลองมาสำรวจตัวเองกันดูค่ะว่า คุณมีรอยรั่วเหล่านี้อยู่บ้างไหม? สำรวจ 4 รอยรั่วทางการเงินยอดฮิต ☕ แก้วโปรดสุดพรีเมียม: กาแฟแบรนด์ดัง ชานมไข่มุก หรือน้ำหวานหลังมื้อเที่ยง 📱 สมาชิกแอปที่ลืมดู (Subscription): แอปดูหนัง ฟังเพลง หรือบริการรายเดือนที่สมัครทิ้งไว้แล้วแทบไม่ได้เปิดใช้ 🎮 ไอเทมคลายเครียด: การเติมเงินเกมมือถือรายย่อยๆ หรือการซื้อสติกเกอร์ไลน์แบบเพลินๆ 🛒 ค่าความสะดวกสบาย: ค่าส่งอาหาร (Delivery) ที่สั่งบ่อยจนค่าส่งแพงกว่าค่าข้าว หรือการซื้อของชิ้นเล็กๆ หน้าเคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อ มาลองคำนวณกันดูค่ะ... รอยรั่วเล็กๆ ทำให้เงินหายไปเท่าไหร่? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาลองกดเครื่องคิดเลขคำนวณเล่นๆ ดูนะคะ สมมติว่านี่คือค่าใช้จ่ายแฝงต่อเดือนของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งค่ะ: ค่ากาแฟ/ชานม (วันละ 100 บาท x 20 วันทำงาน): = 2,000 บาท/เดือน ค่าแอปสตรีมมิ่งที่ไม่ได้ดู: = 300 บาท/เดือน เติมเกม/ซื้อของกระจุกกระจิกออนไลน์: = 500 บาท/เดือน รวมรายจ่ายแฝงต่อเดือน: 2,800 บาท! ดูเหมือนไม่เยอะใช่ไหมคะ? แต่ถ้าเราคูณ 12 เดือนเข้าไป... 2,800 บาท x 12 เดือน = 33,600 บาทต่อปี!! เห็นตัวเลขแล้วตกใจไหมคะ? เงินสามหมื่นกว่าบาทนี้ สามารถเอาไปเป็นเงินสำรองฉุกเฉินก้อนแรก ซื้อมือถือเครื่องใหม่ หรือแม้แต่เอาไปลงทุนให้งอกเงยตามหลัก "ดอกเบี้ยทบต้น" ได้สบายๆ เลยค่ะ 3 วิธีง่ายๆ ในการอุดรอยรั่วทางการเงิน การอุดรอยรั่วไม่ได้แปลว่าเราต้องใจร้ายกับตัวเอง จนต้องงดกินของอร่อยหรืองดความบันเทิงทุกอย่างนะคะ เราแค่ต้อง "มีสติ" และ "ปรับเปลี่ยน" บางอย่างค่ะ: จดบันทึก 1 สัปดาห์: ลองจดรายจ่าย "ทุกบาททุกสตางค์" แค่สัปดาห์เดียวพอค่ะ แล้วคุณจะเห็นเลยว่าเงินรั่วไปทางไหนมากที่สุด หาของทดแทน (Substitute): ถ้าติดกาแฟ ลองเปลี่ยนจากซื้อแก้วละ 120 บาท มาเป็นชงเองจากบ้าน หรือซื้อแบรนด์ที่ราคา 50 บาท สลับกันไปบ้าง ก็ประหยัดไปได้เกินครึ่งแล้วค่ะ กวาดล้าง Subscription: ใช้เวลาช่วงวันหยุด เช็กแอปในมือถือว่ามีบริการไหนที่ถูกตัดบัตรเครดิตอัตโนมัติแล้วเราไม่ได้ใช้บ้าง กดยกเลิกให้หมดค่ะ! เงินจำนวนเล็กน้อยที่เรามองข้าม เมื่อนำมารวมกันและให้เวลาทำงาน มันคือเม็ดเงินมหาศาลเลยนะคะ ลองค่อยๆ ปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงทีละนิด แล้วนำเงินส่วนนั้นมาใส่ใน "กระปุกเงินออม" แทน คุณจะภูมิใจในตัวเองตอนสิ้นปีแน่นอนค่ะ

อ่านต่อ
สูตรลับจัดสรรเงินเดือน - รู้จักกฎ 50/30/20 แบบทำได้จริง
เทคนิคการออม
22 Mar 2026 บทความ
สูตรลับจัดสรรเงินเดือน - รู้จักกฎ 50/30/20 แบบทำได้จริง

หลายคนเจอปัญหาว่า พอเงินเดือนออกปุ๊บก็พร้อมโอนปั๊บ จ่ายนู่นจ่ายนี่จนสิ้นเดือนไม่เหลืออะไรให้เก็บ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการจัดระเบียบเงินครับ และสูตรที่ได้รับการยอมรับว่าจำง่ายและได้ผลดีที่สุดสูตรหนึ่งก็คือ กฎ 50/30/20 กฎ 50/30/20 คืออะไร? กฎนี้ถูกคิดค้นโดยสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) เป็นหลักการแบ่งรายได้หลังหักภาษีออกเป็น 3 ก้อนหลักๆ เพื่อให้เรามีชีวิตที่สมดุล คืออยู่รอดได้ มีความสุขด้วย และมีเงินเก็บสำหรับอนาคตครับ 1. กองที่ 1: 50% สำหรับ "สิ่งที่จำเป็นต้องจ่าย" (Needs) นี่คือค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต ถ้าไม่จ่ายคือเดือดร้อนแน่ๆ เช่น: -ค่าเช่าบ้าน หรือค่าผ่อนบ้าน -ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ -ค่าเดินทางไปทำงาน -ค่าอาหารมื้อหลัก (ไม่รวมมื้อหรูหรา) -ยอดชำระหนี้ขั้นต่ำ (เพื่อให้ประวัติเครดิตไม่เสีย) 2. กองที่ 2: 30% สำหรับ "ความต้องการ" (Wants) ส่วนนี้แหละครับที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน เป็นเงินสำหรับซื้อความสุขและให้รางวัลตัวเอง เช่น: -ค่ากาแฟแบรนด์โปรด ชานมไข่มุก -ทานอาหารนอกบ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ปาร์ตี้ -ช้อปปิ้งเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง -ค่าสมัครสมาชิกสตรีมมิ่งต่างๆ (Netflix, Spotify) -ท่องเที่ยว 3. กองที่ 3: 20% สำหรับ "การออมและการลงทุน" (Savings & Investing) นี่คือเงินที่จะสร้างความมั่นคงในอนาคตให้คุณ ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎ "ออมก่อนค่อยใช้" ที่เราคุยกันเมื่อวานครับ เช่น: -เงินสำรองฉุกเฉิน -เงินออมเพื่อเป้าหมายต่างๆ (ดาวน์รถ, แต่งงาน) -เงินลงทุน (หุ้น, กองทุนรวม) -การโปะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ ให้หมดไวขึ้น ลองดูตัวอย่างการใช้งานจริง สมมติว่าคุณมีรายได้สุทธิหลังหักภาษีและประกันสังคมที่ 30,000 บาทต่อเดือน การแบ่งเงินตามกฎนี้จะหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ: 50% (จำเป็น): 15,000 บาท 30% (ความต้องการ): 9,000 บาท 20% (เงินออม): 6,000 บาท โลกแห่งความจริง: ถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นมันเกิน 50% ล่ะ? ในความเป็นจริง โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมือง ค่าครองชีพอาจทำให้กอง 50% ทะลุเป้าไปไกล สิ่งที่ผมอยากบอกคือ กฎนี้เป็นเพียง "เข็มทิศ" ไม่ใช่ "กฎหมาย" ครับ หากค่าใช้จ่ายจำเป็นของคุณปาเข้าไป 60% คุณก็แค่อาจจะต้องลดทอนส่วนความต้องการ (Wants) ลงมาเหลือ 20% เพื่อให้ยังคงรักษาสัดส่วนเงินออม (Savings) ไว้ที่ 20% ได้ หรือถ้าเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ อาจจะปรับเป็น 60/20/20 ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับสัดส่วนเงินออมขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นหรือปลดหนี้บางส่วนได้แล้ว

อ่านต่อ
ปรับ Mindset - ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่อยู่ และจะเริ่มใหม่อย่างไร?
เทคนิคการออม
20 Mar 2026 บทความ
ปรับ Mindset - ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่อยู่ และจะเริ่มใหม่อย่างไร?

เคยเป็นไหมครับ? ต้นเดือนตั้งใจอย่างดีว่า "เดือนนี้ฉันจะเก็บเงินให้ได้!" แต่พอเผลอแป๊บเดียว หันไปดูยอดเงินในบัญชีอีกทีตอนสิ้นเดือนก็แทบจะร้องไห้ เพราะนอกจากจะไม่มีเงินเก็บแล้ว บางทียังต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตอีกต่างหาก คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่เจอปัญหานี้ครับ การเก็บเงินไม่อยู่ไม่ใช่เรื่องของคนไม่มีระเบียบวินัยเสมอไป แต่มันมักจะเริ่มมาจาก "ความคิด" หรือ "Mindset" ทางการเงินของเราที่อาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า อะไรคือหลุมพรางที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราหายไป และเราจะกดปุ่มรีสตาร์ท เริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร 3 หลุมพรางคลาสสิก: ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่อยู่? ก่อนจะไปแก้ปัญหา เราต้องรู้ก่อนครับว่าโรคทรัพย์จางของเราเกิดจากสาเหตุอะไร ลองเช็กดูนะครับว่าคุณกำลังติดอยู่ในหลุมพรางเหล่านี้หรือเปล่า: หลุมพรางที่ 1: การซื้อของด้วยอารมณ์ (Emotional Spending) เวลาเครียดจากงาน อกหัก หรือแม้แต่ตอนที่รู้สึกดีมากๆ เรามักจะใช้การ "ช้อปปิ้ง" เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจ คำพูดติดปากคือ "ของมันต้องมี" หรือ "ให้รางวัลตัวเองหน่อย" ซึ่งการให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ถ้าให้บ่อยเกินไปโดยไม่วางแผน มันคือการขโมยเงินอนาคตมาใช้เพื่อความสุขชั่ววูบ หลุมพรางที่ 2: กับดักไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Inflation) จำตอนที่เราได้เงินเดือนก้อนแรกในชีวิตได้ไหมครับ? ตอนนั้นเราก็อยู่ได้สบายๆ แต่พอย้ายงาน เงินเดือนเพิ่มขึ้น ทำไมเราถึงยังไม่มีเงินเก็บอยู่ดี? คำตอบคือ เมื่อรายได้เพิ่ม เรามักจะเผลอยกระดับการใช้ชีวิตตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว กินหรูขึ้น ซื้อของแพงขึ้น สุดท้ายรายจ่ายก็วิ่งตามรายได้ทันเสมอ หลุมพรางที่ 3: เป้าหมายเลื่อนลอย การบอกตัวเองแค่ว่า "อยากรวย" หรือ "อยากมีเงินเก็บ" เป็นเป้าหมายที่กว้างและจับต้องไม่ได้ครับ เมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจน เวลาเจอของเซลล์ล่อตาล่อใจ สมองเราก็จะหาข้ออ้างให้เรายอมแพ้และควักเงินจ่ายได้ง่ายๆ รีเซ็ต Mindset ใหม่: เริ่มต้นอย่างไรให้รอด? ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้และพบว่าตัวเองติดอยู่ในหลุมพรางข้างต้น ไม่ต้องโทษตัวเองครับ อดีตผ่านไปแล้ว สิ่งสำคัญคือเราจะเริ่มตั้งหลักตั้งแต่วันนี้ได้อย่างไร 1. เปลี่ยนจาก "เหลือแล้วค่อยออม" เป็น "ออมก่อนค่อยใช้" นี่คือกฎทองคำของการเก็บเงินครับ กฎที่ว่า รายได้ - รายจ่าย = เงินออม นั้นใช้ไม่ได้ผลกับคนส่วนใหญ่ ให้เปลี่ยนสมการใหม่เป็น รายได้ - เงินออม = รายจ่าย ทันทีที่เงินเดือนเข้า ให้หักเงินก้อนหนึ่งออกไปเก็บไว้ในบัญชีที่ถอนยากๆ ก่อนเลย แล้วใช้ชีวิตด้วยเงินที่เหลือเท่านั้น 2. ตั้งเป้าหมายแบบ SMART Goal เปลี่ยนเป้าหมายเลื่อนลอยให้เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและมีพลังด้วยหลักการ SMART: S (Specific) ชัดเจน: จะเก็บเงินไปทำอะไร? (เช่น เก็บเงินดาวน์รถ, เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน) M (Measurable) วัดผลได้: ต้องใช้เงินเท่าไหร่? (เช่น 50,000 บาท) A (Achievable) ทำได้จริง: สอดคล้องกับรายได้ ไม่ตึงจนเกินไป (เช่น เก็บเดือนละ 5,000 บาท) R (Relevant) มีความหมายกับเรา: เป้าหมายนี้สำคัญกับชีวิตเรายังไง? (เช่น เพื่อจะได้ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบเวลาฉุกเฉิน) T (Time-bound) มีกรอบเวลาชัดเจน: จะทำให้สำเร็จเมื่อไหร่? (เช่น ภายใน 10 เดือนข้างหน้า) ตัวอย่างเป้าหมายที่ดี: "ฉันจะเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้ 50,000 บาท ภายใน 10 เดือน โดยจะหักเงินเดือนละ 5,000 บาททันทีที่เงินออกทุกสิ้นเดือน" การออมเงินไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องอดมื้อกินมื้อ หรือห้ามใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่มันคือ "การออกแบบชีวิต" ให้เรารู้จักเลือกจ่ายในสิ่งที่คุ้มค่า และเก็บเงินไว้เพื่อความอุ่นใจในอนาคต วันนี้ลองกลับไปลิสต์เป้าหมายทางการเงินของคุณดูสัก 1 ข้อนะครับ เขียนแปะไว้หน้าตู้เย็นหรือหน้าจอมือถือเลยก็ได้

อ่านต่อ
3 เคล็ดลับ "ออมแบบคนขี้เกียจ" แต่อร่อยยาว
เทคนิคการออม
15 Mar 2026 บทความ
3 เคล็ดลับ "ออมแบบคนขี้เกียจ" แต่อร่อยยาว

1. ใช้ระบบ "จ่ายให้ตัวเองก่อน" (Pay Yourself First) ทันทีที่เงินเดือนเข้า อย่ารอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ เพราะมัน "มักจะไม่เหลือ" ให้ตั้งโอนอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินออมหรือกองทุนทันทีอย่างน้อย 10% ตัดวงจรการใช้เงินก่อนที่จะได้เห็นตัวเลขในบัญชีด้วยซ้ำ 2. พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยบอกว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก การออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะจำนวนไม่มาก แต่เมื่อผ่านเวลาไป พลังของดอกเบี้ยจะทำให้เงินก้อนนั้นงอกเงยแบบทวีคูณโดยที่คุณไม่ต้องเหนื่อยแรง 3. เลิกตามหา "ของถูก" แต่เน้น "คุ้มค่า" บางครั้งการซื้อรองเท้าคู่ละ 3,000 บาทที่ใส่ได้ 5 ปี อาจประหยัดกว่าการซื้อคู่ละ 500 บาทที่พังทุกๆ 3 เดือน การออมเงินที่ฉลาดคือการรู้จักเลือกคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา จำไว้ว่า: การออมเงินไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตให้ลำบากในวันนี้ แต่มันคือการขอบคุณตัวเองในวันหน้าที่จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น

อ่านต่อ