ปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสข้อมูลระดับสากล

จัดการเงินให้เป็น
เรื่อง "ง่ายและสบายใจ"

ให้คุณครูช่วยดูแลเรื่องเงินของคุณนะคะ จดบันทึกง่ายๆ ปลอดภัยไร้กังวล ข้อมูลไม่มีรั่วไหล เพื่ออนาคตทางการเงินที่สดใสของคุณค่ะ 💕

ดูวิธีทำงาน
สมัครฟรีตลอดชีพ ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์
คุณครูบัญชีสาวน้อย

เก็บเงินเก่งขึ้น!

ผู้ใช้ที่ไว้วางใจเรา

252+

คน

รายการที่ถูกบันทึกแล้ว

5,719+

รายการ

ความปลอดภัยข้อมูล

100%

รับประกันความลับ

TRUST & SECURITY

ปกป้องข้อมูลของคุณ อย่างเข้มงวด

เราเข้าใจดีว่าเรื่องเงินคือเรื่องส่วนตัว ระบบของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องคุณ

เข้ารหัสข้อมูลระดับสากล

รหัสผ่านของคุณถูกจัดเก็บด้วยการเข้ารหัส Hashing แบบทิศทางเดียว ปลอดภัยจากการโจรกรรม 100% แม้แต่แอดมินก็ไม่สามารถทราบได้ค่ะ

ความเป็นส่วนตัวสูงสุด

เราไม่มีนโยบายนำข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของคุณไปวิเคราะห์เพื่อโฆษณา หรือขายให้บุคคลที่สาม ข้อมูลของคุณคือความลับขั้นสุดยอด

เสถียรภาพ & สำรองข้อมูล

ระบบฝากทำงานบน Server มาตรฐานสากล มีการสำรองข้อมูล (Backup) สม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าบัญชีที่ตั้งใจจดไว้จะไม่สูญหายแน่นอนค่ะ

AWESOME FEATURES

ทำไมถึงต้องใช้บัญชีสาวน้อย? 🎀

ฟังก์ชันครบครัน ใช้งานง่าย ออกแบบมาเพื่อคนที่อยากมั่งคั่งโดยเฉพาะ

แบ่งกระเป๋าเงินได้อิสระ

แยกกระเป๋าเงินสด, บัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิตได้อย่างเป็นระบบ จัดการง่าย ไม่สับสนเงินปนกันแน่นอน

กราฟสรุปดูง่ายสบายตา

รู้ทันทีว่าเดือนนี้เสียเงินไปกับอะไรมากที่สุด ด้วยกราฟโดนัทสีสันสดใส ช่วยให้วางแผนลดค่าใช้จ่ายได้ตรงจุด

ฟังก์ชันพรีเมียมจัดเต็ม

เปลี่ยนธีมสี โหมดกลางคืน ส่งออกเป็นไฟล์ Excel และการจัดการต่างๆ ที่รองรับทั้งผู้ใช้งานฟรีและชาว VIP 👑

LIVE DEMO

ลองจดบัญชีดูสิคะ! 🎀

ลองพิมพ์ตัวเลขและกดบันทึกดู ยอดเงินจะเปลี่ยนทันทีเลยค่ะ
(ข้อมูลนี้เป็นเพียงตัวอย่าง จะไม่ถูกบันทึกเข้าระบบจริงนะคะ)

ยอดเงินคงเหลือ (กระเป๋าเงินจำลอง)

฿5,000.00

รายการล่าสุด
วันนี้

ใช้ง่ายใช่ไหมล่ะคะ? 😉

3 ขั้นตอนสู่ความมั่งคั่ง 💸

เริ่มต้นเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของคุณได้ง่ายๆ ใน 1 นาที

1

สมัครสมาชิกฟรี

ใช้อีเมลสมัครปุ๊บ ใช้งานได้ปั๊บ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ข้อมูลปลอดภัยชัวร์!

2

จดบันทึกทุกวัน

กินกาแฟ ซื้อของ จ่ายบิล ก็แค่เปิดเว็บมากดบันทึกไว้ ทำได้ลื่นไหลทุกอุปกรณ์

3

รอดูผลลัพธ์สิ้นเดือน

เห็นพฤติกรรมการใช้เงินตัวเอง นำไปปรับปรุงให้มีเงินออมมากขึ้นทุกๆ เดือน!

FINANCIAL KNOWLEDGE

คลังความรู้ การเงิน

เคล็ดลับ เทคนิค และข่าวสารอัปเดต เพื่อให้คุณมั่งคั่งขึ้นในทุกๆ วัน

สนุกกับการเก็บเงิน - แนะนำ 3 ชาเลนจ์ออมเงินสุดฮิตที่ใครก็ทำได้
เทคนิคการออม
27 Apr 2026 บทความ
สนุกกับการเก็บเงิน - แนะนำ 3 ชาเลนจ์ออมเงินสุดฮิตที่ใครก็ทำได้

การทำชาเลนจ์ (Challenge) คือการท้าทายตัวเองในระยะเวลาสั้นๆ ข้อดีของการเล่นเกมการเงินเหล่านี้คือ มันช่วยหลอกสมองเราให้โฟกัสกับ "ความสนุกที่ทำสำเร็จ" มากกว่า "ความทุกข์ที่ไม่ได้ใช้เงิน" ค่ะ ลองเลือกชาเลนจ์ที่ถูกใจแล้วไปลุยกันเลย! 1. ชาเลนจ์เก็บแบงก์ 50 (The 50 Baht Note Challenge) นี่คือชาเลนจ์สุดคลาสสิกที่ฮิตตลอดกาลและทำง่ายที่สุดค่ะ! กติกา: ทุกครั้งที่คุณได้รับเงินทอนเป็น "แบงก์ 50" ห้ามใช้เด็ดขาด! ให้พับเก็บแยกไว้ในช่องลับของกระเป๋าตังค์ พอถึงบ้านก็หย่อนลงกระปุกทันที ทำไมถึงได้ผล?: แบงก์ 50 เป็นแบงก์ที่เราไม่ได้เจอบ่อยจนเกินไป (ไม่เหมือนแบงก์ 20 หรือ 100) ดังนั้นการเก็บมันไว้จึงไม่กระทบสภาพคล่องในแต่ละวันของเรามากนัก แถมเวลาที่เราได้แบงก์ 50 มา สมองเราจะหลั่งสารความสุขเหมือนตอนเล่นเกมกดกาชาปองได้ของแรร์เลยล่ะค่ะ เผลอแป๊บเดียวสิ้นปีแคะกระปุกออกมา อาจจะได้เงินหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นเลยนะคะ! 2. ชาเลนจ์ออมเงิน 52 สัปดาห์ (The 52-Week Money Challenge) ชาเลนจ์นี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเห็นการเติบโตและอยากฝึกวินัยระยะยาวตลอดทั้งปีค่ะ กติกา: เก็บเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีละสเต็ปในทุกๆ สัปดาห์ (1 ปี มี 52 สัปดาห์) โดยคุณสามารถกำหนดสเกลเงินออมได้เองตามกำลังทรัพย์ ตัวอย่าง (สเกลทีละ 10 บาท): สัปดาห์ที่ 1: เก็บ 10 บาท สัปดาห์ที่ 2: เก็บ 20 บาท สัปดาห์ที่ 3: เก็บ 30 บาท ...ไปเรื่อยๆ จนถึงสัปดาห์ที่ 52: เก็บ 520 บาท ความว้าวของมันคือ: ถ้าคุณเริ่มจากทีละ 10 บาทตามตัวอย่างนี้ เมื่อครบ 1 ปี คุณจะมีเงินเก็บก้อนโตถึง 13,780 บาท! จุดเด่นของชาเลนจ์นี้คือช่วงแรกๆ จะง่ายมาก (เก็บแค่หลักสิบ) ทำให้เราไม่ท้อ พอเริ่มชินกับนิสัยการออมแล้ว ช่วงหลังๆ ที่ยอดเริ่มสูงขึ้น เราก็จะหาทางปรับตัวลดรายจ่ายเพื่อเอาเงินมาเติมให้สำเร็จได้เองค่ะ 3. ชาเลนจ์งดช้อปปิ้งของไม่จำเป็น 30 วัน (30-Day No Spend Challenge) ใครที่รู้ตัวว่าหลุมพรางของตัวเองคือ "การช้อปปิ้งออนไลน์" หรือ "การซื้อของด้วยอารมณ์" (Emotional Spending ที่เราคุยกันในวันที่ 1) ต้องจัดชาเลนจ์นี้เลยค่ะ! กติกา: ตลอด 30 วันนี้ คุณจะได้รับอนุญาตให้ใช้จ่ายเฉพาะ "ของจำเป็น (Needs)" เท่านั้น (เช่น ค่าเช่า ค่าข้าว ค่าเดินทาง ค่าน้ำไฟ) ห้ามซื้อ "ของที่อยากได้ (Wants)" เด็ดขาด! งดเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ งดเครื่องสำอาง งดกาแฟหรู งดดูหนังในโรง ทำไมถึงได้ผล?: ชาเลนจ์นี้เปรียบเสมือนการ "ดีท็อกซ์ทางการเงิน" (Financial Detox) ค่ะ มันจะช่วยรีเซ็ตระบบความคิดของเราใหม่ ทำให้เราแยกแยะระหว่าง "ของที่จำเป็นจริงๆ" กับ "ของที่แค่ถูกใจ" ได้ขาดขึ้น เมื่อผ่าน 30 วันไปได้ คุณจะพบว่าเงินเหลือในบัญชีเยอะมากจนน่าตกใจ และอาการเสพติดการเอฟของจะลดลงไปเยอะเลยค่ะ การออมเงินไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเครียดหรือกดดันตัวเองเสมอไปค่ะ ลองหยิบเอา 1 ใน 3 ชาเลนจ์นี้ไปเล่นสนุกๆ กับตัวเอง หรือจะชวนเพื่อน ชวนแฟนมาแข่งกันก็ยิ่งเพิ่มความสนุกและช่วยกันกระตุ้นวินัยได้ดีเลยค่ะ

อ่านต่อ
ให้ระบบทำงานแทน - เทคนิคการออมเงินอัตโนมัติ (Automated Savings)
เทคนิคการออม
21 Apr 2026 บทความ
ให้ระบบทำงานแทน - เทคนิคการออมเงินอัตโนมัติ (Automated Savings)

ปัญหาคลาสสิกของมนุษย์เงินเดือนคือ การตั้งใจว่าจะ "เหลือเท่าไหร่ค่อยออม" แต่สุดท้ายความจริงที่เจอคือ "ไม่เคยเหลือถึงสิ้นเดือน" เพราะกิเลสและของเซลล์มักจะมาในเวลาที่เราเผลอเสมอ เทคนิคการออมอัตโนมัติ (Automated Savings) จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะครับ จ่ายให้ตัวเองก่อน (Pay Yourself First) หลักการของระบบอัตโนมัติคือการ "จ่ายให้ตัวเองก่อน" ทันทีที่เงินเดือนเข้าบัญชี ระบบจะทำการหักเงินส่วนที่เราตั้งใจจะออมออกไปไว้อีกบัญชีหนึ่งทันที ก่อนที่เราจะมีโอกาสได้เห็นหรือได้ใช้เงินก้อนนั้นครับ การทำแบบนี้ช่วยลดสิ่งที่เรียกว่า "Decision Fatigue" หรือความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจ เพราะเราไม่ต้องมานั่งคิดทุกเดือนว่า "เดือนนี้จะออมเท่าไหร่ดีนะ?" หรือ "เดือนนี้ขอไม่เก็บก่อนได้ไหม?" เมื่อระบบทำหน้าที่ของมัน เราจะปรับตัวให้ใช้ชีวิตด้วยเงินที่เหลืออยู่ได้เองโดยสัญชาตญาณครับ วิธีตั้งค่าระบบออมอัตโนมัติง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน ปัจจุบันแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของทุกธนาคารมีฟีเจอร์นี้ให้ใช้ฟรีครับ โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้: เลือกวันและเวลา: กำหนดให้ระบบทำงานในวันที่ "เงินเดือนออก" หรือวันรุ่งขึ้น (เช่น ทุกวันที่ 26 หรือ 30 ของเดือน) ระบุจำนวนเงิน: ใส่จำนวนเงินตามเป้าหมายที่คุณวางไว้ (เช่น 10% - 20% ของเงินเดือนตามกฎ 50/30/20 ที่เราเรียนรู้กันไปในวันที่ 2) เลือกบัญชีปลายทาง: แนะนำให้โอนไปยังบัญชีที่คุณ "ถอนยาก" หรือไม่มีบัตร ATM เช่น บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูง หรือบัญชีกองทุนรวม ข้อดีของการใช้ระบบทำงานแทน สร้างวินัยที่สม่ำเสมอ: ระบบไม่มีความรู้สึก ไม่มีความอยากได้ของเซลล์ มันจะทำงานตรงเวลาทุกเดือน ช่วยให้เงินออมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ลดความเครียด: คุณไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาเห็นเงินในบัญชีเหลือน้อยตอนสิ้นเดือน เพราะคุณรู้ว่า "เงินออม" ส่วนสำคัญได้ถูกเก็บเข้าที่อย่างปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น: เมื่อเงินถูกเติมเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนอย่างสม่ำเสมอ พลังของดอกเบี้ยทบต้น (ที่เราคุยกันในบทความก่อนหน้า) จะเริ่มทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ ความลับของคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน ไม่ใช่เพราะเขามีความอดทนมากกว่าเราเสมอไปครับ แต่หลายคนเพียงแค่ "สร้างระบบที่ดี" ขึ้นมาล้อมรอบตัวเองเพื่อให้การตัดสินใจที่ถูกต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ลองสละเวลาเพียง 5 นาทีในวันนี้ เข้าไปตั้งค่าการโอนอัตโนมัติในแอปธนาคารของคุณดูครับ แล้วคุณจะขอบคุณตัวเองในอีก 1 ปีข้างหน้า

อ่านต่อ
สร้างเกราะป้องกัน - เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเริ่มลงทุน
เทคนิคการออม
10 Apr 2026 บทความ
สร้างเกราะป้องกัน - เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเริ่มลงทุน

หลายคนใจร้อน พอมีเงินเก็บปุ๊บก็อยากจะเอาไปลงทุนซื้อหุ้น ซื้อกองทุนให้เงินงอกเงยทันที แต่รู้ไหมคะว่าการทำแบบนั้นโดยไม่มีเงินสำรองไว้เลย เปรียบเหมือนการสร้างบ้านที่ไม่มีเสาเข็มค่ะ เวลาเกิดพายุพัดมา บ้านก็พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ เงินสำรองฉุกเฉิน คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ? เงินสำรองฉุกเฉิน เปรียบเสมือน "ถุงลมนิรภัย" (Airbag) ทางการเงินของเราค่ะ มันคือเงินก้อนที่เราเตรียมไว้ใช้จ่ายเฉพาะในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจริงๆ เท่านั้น เช่น: ตกงานกะทันหัน หรือถูกลดเงินเดือน เจ็บป่วยหนัก ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน เกิดอุบัติเหตุ หรือต้องซ่อมรถคันเก่งที่ใช้งานมานานแล้วจู่ๆ อะไหล่ก็งอแงขึ้นมา บ้านหรือคอนโดต้องซ่อมแซมด่วน (เช่น ท่อน้ำแตก หลังคารั่ว) ถ้าเรามีเงินก้อนนี้เตรียมพร้อมไว้ เวลาเกิดปัญหา เราก็ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องวิ่งไปกดบัตรกดเงินสดให้เสียดอกเบี้ยแพงๆ หรือไม่ต้องจำใจขายหุ้นที่กำลังติดลบออกมาเพื่อเอาเงินสดไปหมุนค่ะ ต้องมีเงินสำรองเท่าไหร่ถึงจะพอ? สูตรมาตรฐานที่นักวางแผนการเงินแนะนำคือ ควรมีอย่างน้อย 3 - 6 เท่า ของ "ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน" (เน้นว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นนะคะ ไม่ใช่รายได้) ลองมาคำนวณกันดูค่ะ: สมมติว่าจากกฎ 50/30/20 เราได้คำนวณแล้วว่ามีค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ) อยู่ที่เดือนละ 15,000 บาท เป้าหมายขั้นต่ำ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป): 15,000 x 3 เดือน = 45,000 บาท เป้าหมายอุ่นใจ (สำหรับฟรีแลนซ์ หรือช่วงเศรษฐกิจไม่ดี): 15,000 x 6 เดือน = 90,000 บาท เห็นตัวเลขหลักหมื่นหลักแสนแล้วอย่าเพิ่งท้อนะคะ! ให้ซอยเป้าหมายเป็นสเต็ปเล็กๆ เริ่มจากเก็บให้ได้เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 เดือนก่อน พอทำได้เราจะมีกำลังใจก้าวไปสู่เดือนที่ 2 และ 3 เองค่ะ เก็บเงินก้อนนี้ไว้ที่ไหนดี? กฎเหล็กของเงินสำรองฉุกเฉินคือ 1. สภาพคล่องสูง (ถอนง่ายใช้ได้ทันที) และ 2. เงินต้นต้องไม่หาย ดังนั้น ห้ามเอาไปซื้อหุ้นหรือกองทุนที่มีความเสี่ยงเด็ดขาดค่ะ! ที่อยู่ที่ดีที่สุดของเงินก้อนนี้คือ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล (Digital Savings) ค่ะ เพราะนอกจากจะถอนง่ายผ่านแอปพลิเคชันแล้ว ปัจจุบันหลายธนาคารยังให้ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์แบบมีสมุดคู่ฝากทั่วไปค่อนข้างมากด้วย (บางที่ให้ดอกเบี้ยถึง 1.5% - 2% ต่อปีเลยทีเดียว) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องแยกบัญชีนี้ต่างหาก ห้ามเอาไปปนกับบัญชีที่ใช้จ่ายรับโอนในชีวิตประจำวันนะคะ ไม่อย่างนั้นเผลอกดมาใช้ช้อปปิ้งหมดแน่นอนค่ะ การสร้างเงินสำรองฉุกเฉินอาจจะดูไม่หวือหวา ไม่ตื่นเต้นเหมือนการเอาเงินไปลงทุนให้ได้กำไรเยอะๆ แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ในวันที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิต เงินก้อนนี้แหละที่จะช่วยโอบกอดและทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้แบบเจ็บตัวน้อยที่สุด

อ่านต่อ